อับเดด Ads ที่จะลงในหนังสือ OpenSource 2 Day ปกหน้าใน ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย บก.นิตยสาร โอเพนซอร์สทูเดย์ ลงให้ฟรี ไม่คิดเงิน ขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
ยังคงเหนื่อยกับการหา sponsor งาน JoomlaDay
อับเดดงานเบื้อหลังการเตรียมงาน JoomlaDay กันสักหน่อย ขณะนี้สิ่งที่ทางคนจัดงาน ซึ่งก็คือคนของบริษัทมาร์เวลิค เอ็นจิ้น นี่แหล่ะ ที่ต้องทำก็คือวางเงินมัดจำค่าสถานที่เป็นเงิน 200,000 กว่าบาท ซึ่งเงินจะมาจากไหน ก็คงต้องหาจาก สปอนเซอร์ หรือไม่ก็ต้องหาเงินตัวเองมาสำรองไว้ก่อน (ใครจะรู้บ้างว่าจัดงานมันต้องมีค่าใช้จ่ายเยอะแยะ) เบื้องต้นขณะนี้ ที่ตอบรับแล้ว ก็คือ HTC ซึ่งจะใช้เวลา 45 วันนับตั้งแต่วางบิลล์ไป จึงจะได้เงินออกมา อีก 1 แห่งที่แจ้งความจำนงค์มา ก็คือคุณทัศนา จาก ไอครีเอชั่น เป็น Bronze Package จำนวน 20,000 บาท แล้วก็อยู่ในระหว่างการส่งจดหมายเทียบเชิญ ยังไม่ได้รับการตอบรับว่า ได้หรือไม่ได้อีกบางส่วน (ใครมารู้จักจะช่วยกันหาก็จะยินดีมากครับ)
อับเดดการเตรียมงาน JoomlaDay Bangkok 2010 (2)
นอกเหนือจากงานบริษัทแล้ว ช่วงนี้ทีมมาร์เวลิค ยังต้องแบ่งเวลา สำหรับการเตรียมการจัดงานจูมล่าเดย์บางกอก 2010 ในส่วนของงานจูมล่าเดย์ นั้นต้องทำควบคู่กันหลายอย่างมาก วันที่จัดงานค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าจะเป็น สัปดาห์ที่ 2 ของเดือน พฤษจิกายน ซึ่งอาจจะเป็น วันศุกร์ 12 เสาร์ ที่ 13 พฤษจิกายน เนื่องจากเย็นวันเสาร์ หรือ อาทิตย์ช่วงเดือน พ.ย.มักชนกับงานแต่งงาน
ด้วยที่คิดการใหญ่ วางเป้าหมายไว้คนเข้างานไว้ถึง 1,000 คน สถานที่จะรองรับคนได้ จึงเหลือตัวเลือกไม่มากนัก ประกอบกับต้องพยายามหาสถานที่ที่มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด จากที่ถามหลายๆ ที่ ราคาต่อหัวสำหรับอาหารกลางวัน รวมกาแฟเบรค ต่อคนต่อวัน อยู่ราวๆ 1,600 – 1,800 บาท ต่อวัน หรือบางแห่งครึ่งวันคิดราคา 200,000 บาท 1 coffee break. (ตกคนละ 200 บาทถ้ามา 1,000 คน ยังไม่มีอาหารกลางวัน) ตอนนี้ควานหาได้ 1 ที่อยู่แถว BTS สุรศักดิ์ ซึ่งห้องไม่ว่างวันอาทิตย์ จึงต้องเปลี่ยนแผนมาเป็นศุกร์-เสาร์ แทนซึ่งต้นทุน ที่เป็นค่าอาหาร ค่าคอฟฟี่เบรค ต้องใช้เงินวันละ 500,000 บาท จัด 2 วันต้องมี 1 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย ค่าใช้จ่ายประมาณการคงอยู่ 1.5 ล้านบาทหรืออาจจะกว่า ซึ่งต้องพยายามหาสปอนเซอร์มาช่วยลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ให้ได้มากที่สุด เพื่อที่ผู้ร่วมงานจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าเข้างานสูงมากนัก (พยายามจะไม่ให้ถึง 1 พันบาทต่อคน) ซึ่งวันจันทร์นี้ผมจะไปดูสถานที่ ถ้า OK เหมาะกับการจัดและมีพื้นที่สำหรับออกบู้ธได้ ก็คงจะมา Confirm วันได้
อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องวิทยากร ปีนี้ผมเชิญเพื่อนนักพัฒนาในต่างประเทศระดับหัวกระทิ เก่งๆ มาหลายท่าน ตอนนี้ที่ตกลงแล้วในเบื้องต้น ก็ 8 ท่านครับ เนื่องจากการบรรยายในงาน 80% เป็นภาษาอังกฤษ ปีนี้จึงมีเพื่อนๆ อาสาสมัครมาช่วยเป็นผู้แปลสรุปให้ในแต่ละหัวข้อ ได้แก่ คุณ mk Blognone, @iMenn , @Sexdrum , @nyTonkla Duocore.tv
ผมดูจาก Speaker แล้ว 2 วันนี่ดูน้อยไปเลยทีเดียว แต่ถ้าจำนวนวันมากกว่านี้ ต้นทุนก็คงต้องสูงขึ้นไปด้วย ใจนึงก็เคยคิดว่าอยากจัดเพื่อให้มีเงินเหลือไว้ในสมาคมศึกษาและพัฒนาโอเพ่นซอร์ส http://www.oseda.or.th เพื่อที่จะได้เอาไว้ดำเนินกิจกรรม event ต่างๆ ในระหว่างปี อ่อ ขณะนี้มีสปอนเซอร์ตอบรับมาเรียบร้อยแล้ว 1 ราย คือ HTC ครับ เราจะได้เห็น Solution บนมือถือ บน Android กันในงานนี้ด้วย
ทำ Community แบบไหนได้สนุกและไม่หมดเงิน
วันนี้ประชุมกับลูกค้ารายหนึ่งแถวสีลม เกี่ยวกับโครงการสร้าง Web Community ขึ้นมา ระหว่างที่อีกคนบรรยาย ผมก็มีเวลานั่งเปิดเว็บคอมมูนิตี้ ต่างๆ ดู แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า น้องชายผมเองก็ทำเว็บคอมมูนิตี้ชุมชน Triton 4×4 ก็เลยเปิดไปดูซะหน่อย พอเห็นแล้วทำให้นึกย้อนกลับมาดู Community ที่ตัวเองทำ สิ่งที่ได้เหมือนกันคือ คนทำได้สนุกกับมัน แต่สิ่งที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคงเป็นเรื่องการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ในการทำกิจกรรมต่างๆ ที่สำคัญก็คือเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรม
ทำไมผมถึงรู้สึกเช่นนั้น ผมมาดูเว็บ Community ที่ผมทำแล้วไม่ได้เงินกันดูก่อน นั่นก็คือเว็บชุมชนเกี่ยวกับ Software OpenSource เช่น MamboHub.com , JoomlaCorner.com , Mambo.or.th (และอีกหลายๆ เว็บ) ผมทำคอมมูนิตี้ เกี่ยวกับ OpenSource CMS มานานมาก ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงทั้ง Community ที่เกิดขึ้นใหม่ รวมทั้ง Community ที่ล้มหายตายจากไป เป็นวงจรชีวิตของ Community อีกแบบหนึ่ง เริ่มแรกของการทำเว็บชุมชน (ที่ไม่ใช่ธุรกิจ) มันจะเกิดจากใครสักคนหนึ่งอยากได้เพื่อนที่ชอบอะไรเหมือนกันๆ อาจจะเป็นคนที่ชอบสังคม ชอบเจอคนเยอะๆ โดยเริ่มจากการพบปะพูดคุยกันใน Internet จะผ่านทางช่องทางไหนก็ตาม จากนั้นก็จะมีคนซึ่งบ้าพอ ที่จะลงทุน ลงแรง ทำเว็บไซต์ขึ้นมา เพื่อเป็นเว็บกลางสำหรับพบปะพูดคุยกัน ซึ่งปัจจุบันคงไม่ลำบากเหมือนสมัยก่อน เนื่องจากมีเครื่องมือที่เป็น OpenSource มากมายให้เราได้เลือกหยิบมาใช้ ให้เหมาะกับชุมชนของเราที่จะทำ เช่น CMS , Forum , Social Network Platform ถ้าทำเองไม่เป็นก็อาจจะต้องควักเงินเพื่อจ้างใครมาทำให้อีกที แล้วตัวเองก็ ดำเนินกิจกรรมไปตามวิถีทางอารมณ์ของชุมชน อย่างเช่นผมทำเกี่ยวกับ Open Source บนเว็บก็จะเป็นข่าวสาร ความเคลื่อนไหว ของซอฟต์แวร์ เวอร์ชั่นต่างๆ รวมทั้งพัฒนาอะไรๆ ออกมาแจก เปิดเว็บบอร์ดไว้สำหรับให้คนมาถาม มาช่วยกันตอบ พอกิจกรรมในเว็บที่มันเดินกันไปเรื่อยๆ มันก็ถึงจุดๆ นึง ว่าเราน่าจะออกจากโลกเสมือน ออกมาเจอกันตัวเป็นๆ จึงต้องจัดกิจกรรม Meeting , สัมมนา หรือเที่ยวด้วยกัน

Subscribe





